Skip to Content

crumbrosentertainment.com / Posts

มือมฤตยู

November 9, 2017 • admin

ตามความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น เย็นวันศุกร์คือช่วงแห่งความหฤหรรรวมทั้งผ่อนคลาย

แม้จะเว้นเสียแต่อยู่บ้างก็อาจเป็นคนกรุงแห่งกรุงเทพฯ เนื่องจากรถติดวอดวายจนหมดอารมณ์สุนทรี

 ปกติแล้ว อังกฤษ ประเทศที่ผับมีทุกหัวมุมถนนรวมทั้งมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวกกว่าร้านขายกาแฟ ถ้าหากเป็นวันสุดท้ายแห่งการทำงานรายสัปดาห์อย่างงี้ ไปดูได้เลย หลัง 5-6 โมงเย็นไปแล้วจะเห็นคนออกมายืนกันจนกระทั่งหน้าร้านค้า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดื่มกระตุ้นเลือดลมขนาด 1 ไพน์ตคุยกันครึกครื้น

ที่ออกมายืนนี่ก็เนื่องจากว่าด้านในร้านค้ามันเต็ม คนเยอะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์พนักงานก็วุ่น ลูกค้าต่อคิวสั่งเบียร์สดกันอย่างสม่ำเสมอ

มันคือบรรยากาศของความผ่อนคลาย จำนวนมากก็มากันทั้งชุดที่มีไว้ใส่สำหรับทำงานนั่นแหละ แวะมากมายระดกสัก 2-3 ไพน์ต ตึงๆแล้วค่อยเข้าบ้าน

ซึ่งถ้าหากลูกค้าผู้ใดกันเป็นแฟนบอล เชื่ออย่างมากว่าศุกร์ก่อนหน้าที่ผ่านมาจะยิ่งรู้สึกสนุกเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนผี

สื่อทีนี่ถึงกับพูดว่า ค่ำวันศุกร์ที่ผับจะไม่ดังเดิมอีกต่อไป

โน่นเนื่องจากฤดูนี้เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ ลีก มีโปรแกรมเตะกันวันศุกร์ด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เตะประเดิมการปรับแผนผังการแข่งขันใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก

เวลาคิ๊กออฟที่บ้านเราคือตี 2 จัดว่าดึกดื่นไปสักหน่อย แต่ว่าที่อังกฤษ 2 ทุ่ม เวลากำลังได้เลย ยิ่งหน้าร้อนอย่างงี้ดวงอาทิตย์ตกช้า บรรยากาศเลยครึกครื้นมากมาย

การที่จะต้องมาเตะเร็ววันศุกร์ โดดๆอยู่คู่เดียวfun888เชื่ออย่างมากว่าไม่เพียงแต่แฟนผีที่จะจับตาเกมนี้ แม้กระทั้งแฟนกลุ่มอืนมีโอกาสก็ตั้งตาดูเช่นกัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกมนี้เป็นที่พึงพอใจ

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา

ป็อกบา คือนักเตะที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลกแล้วในตอนก่อนหน้าที่ผ่านมานับจากย้ายกลับรังเก่าด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก

เรียกว่าของใหม่กำลังเห่อ

นัดเปิดฤดูบุกอัด บอร์นมัธ ยังเร็วเหลือเกินที่จะมีส่วนร่วม แต่ว่าต่อไป มูรินโญ่ ก็แถลงชัดว่า ป็อกบา จะได้ลงสนามแน่ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คำพูดของ มูรินโญ่ ถูกตอกย้ำด้วยการที่ ป็อกบา ขึ้นเป็นนายแบบหน้าปก United Review หนังสือแม็ทช์เดย์ โปรแกรม ของนัดนี้

ปรากฏว่า ป็อกบา ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงโดยทันที โดยจับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่

แค่การออกมาวอร์มอัพของเหล่านักเตะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป็อกบา ที่ปรากฏโฉมในโรงแสดงละครแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ก็เรียกเสียงเชียร์ก้องกังวานจากแฟนบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ขึ้นชื่อลือนามเรื่องผลงานการคุมกลุ่มในบ้าน ออกมากระตุ้นว่าแฟนบอลจะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการนำ Fear factor กลับมาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

นี่เป็นเกมที่แฟนบอลไม่ทำให่้นักเตะผิดหวัง รวมทั้งนักเตะก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเหมือนกัน

บรรยากาศใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เสียงเชียร์ดังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างงี้ ครึกครื้น คึกคักอย่างงี้ จำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสเป็นหนสุดท้ายเมื่อไหร่

อย่างที่ทราบคือสไตล์ของ มูรินโญ่ ชื่นชอบผู้่เล่นทรงโต เต็มไปด้วยกำลังวังชาความแข็งแกร่ง จะต้องมีอยู่ในกลุ่ม และดูเหมือนกับว่าเขากำลังเปลี่ยน แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นกลุ่มจอมพลัง

รายชื่อ 11 คนแรกนัดฟัด เซาธ์หมูแฮมป์ตัน ผู้เล่นไซส์ XL มีปฏิบัติงานอยู่ทุกทั่วพื้นที่สนาม

เอริค ไบยี่ ในแนวรับ ดินแดนกึ่งกลางคือ ป็อกบา กับ เฟลไลนี่ ส่วนด้านหน้าก็ไม่ใช่คนใด ซลาตัน อิบราฮิโมวิชชชชชชช

"พี่หลา" ซื้อใจแฟนผีได้มาหลายนัดแล้ว กล่าวได้เต็มปากว่าฝากผีฝากไข้ได้เลย ได้บอลทีมีเสียว ลูกเรียดลูกโด่ง เก็บกินหมด

เฟลไลนี่ ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง ผู้ชมได้แต่ว่าภาวนาว่าขอให้รักษามาตรฐานไว้ได้ยาวๆ

การเล่นที่ไม่ทำอะไรเกินความสามารถ ดักกวาดตั้งแต่หน้าจุดโทษตนเองขึ้นมาจนถึงกึ่งกลางสนาม พลิกบอล ออกบอลกล้วยๆให้เพื่อนพ้องรอบกาย

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำให้"ฟูน้อย ลูกศิษย์จารย์มอยส์" กลับมาเก่งคือภาวะจิตใจโดยเขาบอกกับมิดฟิลด์เบลเจี้ยนตั้งแต่เข้ามารับงานแรกๆเลยว่า "นายไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดอะไร (เกี่ยวกับข่าวสาร) ทั้งหมด กับฉัน นายไม่ต้องย้ายออกจากกลุ่มแน่นอน"

มนุษย์เราถ้าหากลูกพี่ให้ความเชื่อมั่น ก็เป็นปกติที่จะเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง อย่างที่เฟลไลนี่กำลังบ่งบอกถึง

ฆวน มาต้า ก็วิ่งเป็นม้า อันโตนิโอ วาเลนเซีย คือแผนการที่แข้งนักบุญพยายามเจาะ เนื่องจากรู้ว่าไม่ใช่แบ็กอาชีพ แต่ว่าเราจะเห็น มาต้า ไล่ตามลงมาช่วยซ้อนตลอดเวลา เซนส์จ่ายบอลเวลาขึ้นเกมรุกก็ยังมีให้เห็น อย่างงี้สอบได้

ตอนโดนเปลี่ยนตัวออก แฟนยืนขึ้นปรบมือให้สนั่นหวั่นไหวรวมทั้งนาน จ่ามู ก็เดินไปรับถึงที่ บอกให้รู้ว่าดาวเตะประเทศสเปนเป็นสุดที่รักของแฟนเท่าไร

ทุกคนเล่นได้จากที่ถูกมุ่งมาดทั้งปวง ต่อไปนี้ โฟกัสเลยตกมาอยู่ที่พระเอกของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ปอล ป็อกบา

ผ้าที่มีไว้สำหรับพันคอปลาหมึกกำลังจะเป็นสินค้ายอดฮิต

เพียงแต่สัมผัสแรกของหมอนี่ก็เรียกเสียงฮือได้โดยทันที เนื่องจากจ่ายบอลลั่นจนโดนสวน ทำเอาเสียวแว้บ

แต่ว่าภายหลังผ่านไปได้ 5 นาที ป็อกกี้ เริ่มจับจังหวะได้ จูนกับเพื่อนพ้องติด เท่านั้นก็ได้เรื่อง

สื่ออิตาลี ตั้งชื่อนางแฝงให้หมอนี่ว่า "อิล ปอลโป้ ปอล" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ปอล เจ้าหมึกยักษ์" หรือเอาแบบมันปากคือ "ไอ้หมึกปอล"

ก็ไม่ใช่อะไร ตอนขาที่ยาว ดูหมิ่นเหยียดหยามออกไปดักทางบอลได้ตลอด ตอนที่เมื่อลูกอยู่กับเท้าก็เหนียวแน่นแย่งยาก ผสมผสานกับความถนัดที่น่าดูดู พิงแล้วพลิก เกี่ยวบอลได้ปุ้บกระชากขึ้นหน้าพรวดๆทำอะไรก็มองง่าย มองเพลินไปหมด

ประกอบกับความอ่อนแอลงของขุมกำลังนักบุญ เมื่อไม่มี วิคเตอร์ วานยาม่า คู่ต่อสู้เฮฟวี่เวทรุ่นเดียวกันที่ย้ายไปสเปอร์ส พื้นที่กึ่งกลางสนามเลยเป็นของ ป็อกบา (รวมทั้ง เฟลไลนี่) โดยง่าย

สไตล์ของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน คือถ่ายบอลเร็ว ถ่ายบอลแม่นเล่นกันน้อยจังหวะ แต่ว่าในเมื่อไม่มีจุดมุ่งหมายใหญ่อย่าง กราเซียโน่ เปลเล่ ริมเส้นขาดความจัดจ้าของ ซาดิโอ มาเน่ งานของผู้เล่นเจ้าถิ่นเลยค่อยกว่าเมื่อก่อนมากมาย

เวลาบนนาฬิกาของผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผ่านไปเยอะแค่ไหน ป็อกบา ก็ยิ่งสะดุดตาขึ้นเท่านั้น

การเล่นของห้องเครื่องคนใหม่ ทำให้แฟนผีถึงบางอ้อ ว่าแฟนอาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รู้สึกอย่างไรเวลาที่มี ขว้างทริค วิเอร่า กับ ยาย่า ตูเร่ ในวัยกำลังห้าวลงคุมดินแดนกึ่งกลางให้กลุ่ม

นักเตะชนิดไอ้ก้านยาวที่สะดุดตาทั้งเกมรับรวมทั้งเกมรุก พาบอลตะลุยขึ้นหน้าอย่างทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างโอกาสลุ้นประตูให้เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มได้

ขาดคู่ประมือที่สมน้ำสมเนื้อ ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบียร์สดก กับ ยอร์ดี้ คลาซี่ (ลงมาแทน โอริโอล โรเมว ตั้งแต่สิบกว่านาครั้ง) ยังห่างชั้น ทำให้ ป็อกบา กลายเป็นสตาร์เด่นของเกมนี้ไปเลย

อย่างที่พูดว่า ป็อกบา เล่นสมฉายาปลาหมึกจริง รวมทั้งจะว่าไปแล้ว ปลาหมึกในกลุ่มแมนฯ ยูฯ ชุดนี้ก็นับรวมกลุ่มก้านยาวทั้งหลายแหล่ไว้ด้วยกันเลย สปีชี่ส์เดียวกันหมด ทั้ง ป็อกบา ทั้ง เฟลไลนี่ รวมทั้ง ซลาตัน ทั้งสามคนสูงเกิน 190 ซม. ดูหมิ่นเหยียดหยามขาดักบอล เกี่ยวบอล ตัดหน้าคู่แข่งได้ตลอด

"กลุ่มปลาหมึก" 3 คนนี้ทำทรงของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปโดยธรรมชาติ

ในสมัยปรัชญาของ หฝ่าส์ ฟาน กาล เวลาบุกครั้งก็มัวอ่อนโยนละมัย กลัวจ่ายพลาดแล้วคู่แข่งตัดบอลได้ ถ่ายบอลกันอยู่โน่นแล้ว พอดีกองหลังอีกฝ่ายลงมาออกันในจุดโทษ สุดท้ายก็จะต้องโน่น จ่ายคืนไปถึง ดาบิด เด เคอา ก็มีให้เห็นออกบ่อย

จารย์ลุง (ด้วยความเคารพนับถือ รวมทั้งขอบพระคุณในการทำงานตลอด 2 ปี) อาจหัวใจจะวายเป็นระยะๆถ้าหากได้นั่งมองเกมของสมัยก่อนกลุ่มเก่ากลุ่มนี้ลงเล่น

เนื่องจากลูกทีมเก่าของเขาหลายต่อหลายๆคนเล่นแบบลืมปรัชญาที่เคยประสิทธิ์ประสาทเอาไว้ให้

มีจังหวะ พบช่อง ก็จ่ายโดยทันที ไม่เล่นสั้นเจาะเข้าช่อง ก็เปิดข้ามแนวรับเข้าไปวัดเลย ทำให้แฟนคลับได้ลุ้นกันตลอดทั้งเกม

ไหนจะ เวย์น รูนี่ย์, มาต้า, ป็อกบา ที่มีรูเป็นไม่ได้ จะต้องลองยิง ลองส่อง

อย่างไรก็ดี ก็ด้วยการที่ผู้เล่นความสามารถแปรไป ด้านหน้า สาดเข้ามาเหอะ พี่หลา เอาอยู่ , โดนตัดแล้วสวนหรอ โน่นๆเฟลไลนี่ กับ ป็อกบา รอกรองอยู่แล้ว

ถ้าหากเลยไปลึกกว่านั้นยังมี "อิชอว์" ที่สปีดไวจัด กวดตามทันตลอด เข้ามาตรงกลาง ไบยี่ ก็ตีนผีไม่ด้อยไปกว่ากัน

มีขุมกำลังที่ตอบปัญหาได้ รูปเกมเลยออกมาอย่างที่เห็น กลายเป็น แมนฯ ยูฯ ที่คุ้นหูชินตา คือเล่นชวนเถียง ไม่ต้องรอหยอดน้ำให้จิ้งหรีดออกมาจากรูอย่างสมัย ฟาน กาล แต่ว่าเอาเสียมด้ามยาวขุดกันเลยทีเดียว

ประเมินด้วยสายตาราษฎร ก็จะต้องพูดว่า 9 จาก 11 คนในนัดเปิดบ้านพิฆาตนักบุญจัดว่าพอดีแล้ว

เหลือแค่ เวย์น รูนี่ย์ ที่ยังตามสปีดเพื่อนพ้องไม่ทัน แม้จะทุ่มเท ขยัน รวมทั้งแสดงความเป็นผู้นำที่ดีออกมาก็ตาม

อีกคนที่น่าวิตกคือ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ดูเหมือนกับว่าตั้งแต่สมัย มูรินโญ่ น้องหมากจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนก่อน

เกมนี้ได้โอกาส 2-3 ครั้งแต่ว่าทราบเลยว่าตั้งอกตั้งใจมากมายไปนิด ตั้งใจจริงแต่ว่าจะยิงประตูเลยลืมดูรอบข้าง

ถ้าหาก มาร์กซิยาล นับ 1 ได้เมื่อไหร่ มั่นใจว่าความแน่ใจจะกลับมาแน่ ถึงขณะนั้นกลุ่มของ มูรินโญ่ จะยิ่งน่าสยดสยองกว่านี้

การเข้ามาของ ซลาตัน ว่าทำให้กลุ่มครึกครื้นขึ้นแล้ว ที่ไหนได้ การกลับมาของ ป็อกบา ลงนัดแรกก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายได้ขนาดนี้โดยทันที

หน้าตาของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปแล้ว เท่าที่เห็น บอลจากกึ่งกลางสนามจะเดินหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้นแน่

ถ้าหากแฟนผีผู้ใดกันมองบอลอยู่ในผับอาจเพลินจนลืมกระดกเบียร์สดในคืนวันศุกร์

ส่วนที่เข้ามามองในสนามก็ช่วยเหลือกันปลุกบรรยากาศ ให้ลุกพรึ่บพรั่บ จนลืมไปเลยว่าเมื่อปลายฤดูที่แล้วนี่เอง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเงียบสงัดวังเวงอยู่เลย

ดาร์บี้อีสาน

October 22, 2017 • admin

ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีกลุ่มกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนโด่งดังกับเซบีคุณย่า จนกระทั่งทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักกระเป๋าก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้ฉายาจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งตอนต้นเขาก็งงงวยกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แต่หัวหอกร่างใหญ่ก็ทดแทนสาวกกลุ่มเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยกลุ่มอย่างมีคุณภาพ

ฤดูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกรวมทั้งลีก คัพ ยิ่งกว่านั้น สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำได้ถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ รวมทั้งกลุ่มชาติสเปน

แต่นั่นเป็นทางที่สวยหรูจนถึงเดือนมกราคมปีนั้น เพราะเหตุว่าเว้นเสียแต่เนเกรโด้จะทำแต้มไม่ได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการเจ็บไหล่ รวมทั้งท้ายที่สุดก็หลุดจากกลุ่มของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยตัวเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดตอนสิ้นฤดูด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ แต่ว่าปัญหาในกลุ่มยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับได้ว่าเป็นช่วงที่ตลอดสักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงในสนามมากมายสักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องลักษณะเดียวกับที่เอว่ากล่าวฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาสักเท่าไหร่ หรืออย่างดีก็มีแค่ตอนแรกของฤดูเพียงแค่นั้น

ความเคลื่อนไหวในสมาคมที่เปลี่ยนโค้ชเป็น แกปรี่ เนวิลล์ เปิดโอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่กลุ่ม แต่ก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อกลุ่มส่งผลงานไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ทำให้อดีตกองหลังกลุ่มชาติอังกฤษโดนเชือดในเวลาถัดมา

เท่ากับ 2 ปีข้างหลัง ทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง รวมทั้งเมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกที เขาก็เลยตอบตกลง เพราะเหตุว่าเชื่อว่าเขาคงจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับบ้านเมื่อ 2 ปีก่อน

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''สิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งช่องทางประสบผลสำเร็จรวมทั้งความสามารถกลุ่ม แต่เมื่อได้คุยกับ ไอโคนร์ การันก้า กุนซือชาติเดียวกัน เนเกรโด้ก็เลยตกลงใจเลือกช่องทางลงในสนามก่อนเป็นอันดับแรก

นัดหมายเปิดฉากฤดูใหม่ในสีเสื้อราชสีห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิปรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือว่าเป็นการเริ่มที่น่าพึงพอใจสำหรับกองหน้าจากดินแดนกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่ต้องทำศึกสงครามดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''ครั้งส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่คงไม่ต้องบอกว่าเข้มข้นแค่ไหน เพราะเหตุว่าเว้นเสียแต่เป็นกลุ่มร่วมดินแดนอีสาน เจ้าของบ้านยังต้องเล่นให้ถูกใจแฟน รวมทั้งกุนซือ เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีท้องนาร์ คนสนิทของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' อาจยังมีปัญหาให้สะสางข้างหลังเริ่มฤดูด้วยการพ่ายแมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องสำคัญเป็นสถานะของ ลามีน โคเน่ กองหลังจอมเข้มแข็งที่ส่อแววอยากย้ายกลุ่ม

ดาวเตะไอวอรี่โคสต์ไม่ยินยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางข่าวโคมลอยกับเอฟเวอร์ตันที่เตรียมยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ เต็มที่ที่นายหน้าส่วนตัวออกคำอธิบายขอย้ายกลุ่มก่อนพบเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งโคเน่ลงในสนามครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น เพราะเหตุว่าเจ้าตัวยังยืนกรานอยากย้ายรัง จนกระทั่งกุนซือเลือดสกอตต์ต้องออกมาสารภาพภาวะว่าโกเน่จะไม่ได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งลักษณะการเจ็บข้างหลังรวมทั้งปัญหาลึกๆกับสมาคม

ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มยังพึ่งจะปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกน้อยลง

ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีเรื่องมีราวดี เมื่อแมวดำได้ตัว สตีเว่น พีท้องนาร์ ที่เคยทำงานร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน รวมทั้งมาซ้อมทดลองฝีเท้ากับกลุ่มแมวดำด้วยข้อตกลง 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมาเยอะในพรีเมียร์ลีก คงจะช่วยนายเก่าได้พอเหมาะพอควร ถ้าเกิดไม่เจ็บบ่อยๆเสมือนที่ผ่านมา

ดาร์บี้แมตช์ที่ดินแดนอีสานนัดหมายนี้อาจไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็ยังคงสำคัญสำหรับหลายๆคนในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ผีแดงและหงส์เสีย 2 คะแนน

May 14, 2017 • admin

ผลเสมอ 1-1 จากโรงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดเหย้าแล้วก็เยือนทีแรกนับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา ปกติไม่ค่อยเสมอไปกลับ ควรมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
เว้นแต่จำนวนนี้…นักสถิติแดงเดือดยืนยันว่า เจมส์? ไม่ลเนอร์ รักษาสถิติหากเขายิงได้โอกาสจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัด (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิล คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนไหน
ที่นับว่าโชคดีของชาวหงส์คือประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่อย่างนั้นโดนจำไปตลอดชีวิต
ก่อนเกมนี้แนวทาง, กระแส ความสนใจ แล้วก็การฟันธง เอียงเอนไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยชัยชนะ 7 นัดรวดในลีก แล้วก็อีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดสม่ำเสมอ แถมแพ้ครั้งปัจจุบันเมื่อไหร่กับคนไหนเรายังจำไม่ได้
โชเซ มูรินโญ ปรับกลุ่มของเขาได้ดีขึ้นขณะที่ผ่านไป กลุ่มของเขาไม่แพ้คนไหน 16 นัดนับตั้งแต่แพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แต่สำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งปัจจุบันคือเชลซี "ผู้นำฝูง" โน่นยิ่งทำให้มองภาพชัดเจนเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยกลายเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ ควรต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน
ไม่อย่างนั้นจุดมุ่งหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะภายหลังแมนฯสิตี้ เสียท่าโดนเอฟเวอร์ตันกระหน่ำสกปรก 4-0 ทำให้พวกเขาหล่นมาเป็นกลุ่มชั้นห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
ในช่วงเวลานี้สื่ออังกฤษคาดหมาย ฟันธงว่า สองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลแล้วก็จ่ายค่าจ้างผู้ฝึกสอน มีโอกาสแย่งชั้น 5 กัน เหมาะสมที่สุดของสองกลุ่มนี้คือไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ จนกว่าจะมีการแก้ไขผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเช่นกันในชัยชนะ 6 นัดรวดของพวกเขากลับยังย่ำอยู่ที่ 6 เหมือนเดิม แม้กระทั่งเกมปัจจุบันถ้าชนะลิเวอร์พูลได้ บางทีอาจมีหวังไกลกว่านี้แต่ก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 กระทั่งราวกับชัยชนะรวดก่อนหน้านี้ไม่มีคุณค่าอะไร
ความจริงมันก็มีค่า…แต่เป็นด้วยเหตุว่าต้นซีซั่นทำแต้มหกร่วงไปมาก ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันจึงยังอยู่กับที่ ชั้นอยู่กับที่แต่หากมองมุมบวก "ช่องว่าง" ลดลงไปมาก จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นกลุ่มเดียวที่ทิ้งห่างกระทั่งแทบจะหมดโอกาสไล่…แต่ชั้น 2 นั้นยังมีหวังนะครับ
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายดายยิ่งกว่า แล้วก็คิดไปทีละลำดับขั้นคือในช่วงเวลานี้ไล่สองกลุ่มนี้ให้ใกล้แล้วก็หาช่องทางแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัด ผมมั่นใจว่า "ปีศาจร้ายแดง" มีโอกาสอย่างมากกว่าชั้น 4 อย่างที่สื่ออังกฤษมองแล้วก็ฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ แล้วก็แมนฯสิตี้ทิ้ง
ในช่วงเวลานี้จุดมุ่งหมายสองกลุ่มนี้คือลดช่องว่างกับกลุ่มลุ้นแชมป์ลงก่อน แล้วค่อยรอดูว่าสถานการณ์แล้วก็ฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อสิ้นสุดมี.ค. ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แต่เข้าใจมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามฟุตบอลมาเป็น 30-40 ปีทั้งชีวิต
เพียงแต่…ผมแค่ไม่มั่นใจว่าเราจะไปกาชื่อสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกจากกลุ่มหัวหน้า ขอรอดูอีกสักระยะ ด้วยเหตุว่าช่วงสองเดือนจากนี้คือช่วงทำแต้ม เร่งเครื่องยังไงนะครับ มันคือช่วงที่น่าดึงดูดเป็นอย่างมากต่อจุดมุ่งหมายของพวกเขา
โน่นคืออนาคต…แต่อดีตที่พึ่งพิงจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่ผู้คนจำนวนมากโจษขานว่าสนุก ตื่นเต้น ตื่นเต้น ไม่เคยทราบคนไหนชนะหรือแพ้ แม้กระทั่ง 10 นาทีในที่สุดในตอนที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมมองว่า พบร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อคอยสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณอยากได้ชนะ

โอเค…ก่อนเกม "ปีศาจร้ายแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเพราะเหตุไรวงการลูกหนังบ้านเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากยิ่งกว่าลิเวอร์พูล กระทั่งตัวผมเองยังมองว่า ช่องทางกลับไปอยู่บ้านมือเปล่ามีสูง สุดกำลังก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อพบลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์กสิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน คือสามแนวรุกข้างหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา คือสามดินแดนกึ่งกลาง ข้างหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ หามซ้ายเปลี่ยน ดาร์ภรรยาน ลงเล่น
ช่วงเวลาที่ พบร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่คาดหมายกัน โอริกิ, ฟีร์มีโน แล้วก็ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก ด้วยเหตุว่าเขาอยากได้ใช้ดินแดนกึ่งกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยดินแดนกึ่งกลางทำให้ เอมเร ชาน กับ จินี ไวนัลดุ้ม มองดำเนินงานง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แต่แทกติกที่ใช้คือรับแล้วคอยสวน ไล่เพรสสิง ดินแดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสสิงดินแดนกึ่งกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้ส่วนมาก คอยแมนฯยูฯ พลาด เกมในช่วงหลังช่วง 25 ท้องนาทีแรกจึงออกแทรก

กระทั่งข้อผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดโทษ ด้วยเหตุว่ามันซึ่งๆหน้า ไม่มีผู้ใดแย้งได้ แล้วก็ใสสะอาด ไม่ลเนอร์ รับฆ่าไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 โน่นยิ่งทำให้การครอบครองบอลของปีศาจร้ายแดงมีมากยิ่งกว่า แต่ยิงจังหวะแรกเข้ากรอบคือช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่วันนี้ ไม่นโญเลต์ หรือ ไม่นนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…และจังหวะหลุดเดี่ยวของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การควบคุมเขตโทษFun88ป้องกันฟรีคิกแล้วก็เตะมุม ไม่นนี ทำเป็นดีพอเหมาะพอควร ไม่มีลูกเหวอ หรือเปิดเผย ลองสลับกันหากเป็น ไอ้หล้อ คาริอุส ผมว่าคงจะโดนลงโทษ ซึ่ง คาริอุส จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆอย่างน้อยบางทีอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้ไม่โญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ช่วงหลัง มูรินโญ ตัดสินใจเปลี่ยน คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงในสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกึ่งกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกสนับสนุน อิบรา มากเพิ่มขึ้น
ปัญหาก็คือ อิบรา ไม่ได้บอลมากมายซักเท่าไหร่ เขาจะต้องถอนต่ำมาหาช่องทางเล่นเอง ซึ่งทำเป็นดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นแล้วก็เหนือกว่า เพียงแต่จังหวะในที่สุดผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปมา
ถามคำถามว่าเกมออกแทรก และไม่ห่างกันมากมาย ตามแทกว่ากล่าวกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีเพียรพยายามเดินเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนาทีที่ 50-60 บีบคั้นหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่คืบหน้า แทบจะไม่ได้โต้เลยนะครับ กระทั่ง คูว่ากล่าวนโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกไม่ได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีเบาๆไปเลย กลายเป็นหงส์ได้เล่นบอลมากเพิ่มขึ้น คุมเกมมากเพิ่มขึ้น แถมมีจังหวะโต้ งามๆสองสามครั้ง แต่ปัญหาก็คือ ความไม่เนี้ยบ ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ในขณะที่ดินแดนกึ่งกลางนั้น ป๊อกบา เล่นน้อยกว่ามาตรฐาน กลายเป็นส่วนเกินของแทกว่ากล่าวกนัดนี้ เล่นไม่ได้เลย เพียรพยายามครอบครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดคุณประโยชน์นานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่คืบหน้ามากยิ่งกว่าต้นช่วงหลัง
กระทั่ง มูรินโญ จะต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาช่วง 15 นาทีในที่สุด ถอด ดาร์ภรรยาน ออก แล้วก็บอมบ์ลูกโด่ง เพื่อบีบคั้นกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่ง ณ จุดนี้ ตั้งแต่มองหงส์ปีนี้มา ทุกนัด ใน 21 นัด เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนบีบคั้น
ทั้งเสียแบบมีเหตุมีผลแล้วก็ไร้เหตุผล ราวกับเกมปัจจุบันที่ คลอปป์? เพียรพยายาม รักษาพื่นที่แล้วคอยสวน แต่สวนไม่ได้ ด้วยเหตุว่าบอลไม่แม่น ไม่คมเพียงพอ ทำให้โดนบีบคั้นให้รับมือกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง เน้นย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว แล้วก็เปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว สักครู่รู้่เรื่อง

จริงๆนะครับ..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุมีผลในการเสียแล้วก็มาจากความสะเพร่าในการคุ้มครองป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน เกาะติด เฟลไลนี ห่าง ในขณะที่ทราบว่าหมอนี่ สูง แต่ยืนห่าง ยิ่งทำให้ป้องกันยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสลัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ริมเส้นข้างหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าพบ อิบรา
ความเชี่ยวชาญของ อิบรา คือย่อตัวโหม่งให้โด่งแล้วก็ย้อย ด้วยเหตุว่าจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด แล้วก็ที่ตรงนั้นแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีมาก การโหม่งย้อยของเขา มันคือความได้เปรียบ ณ จุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาคือคนที่ช่วยวินิจฉัยประตูสำคัญให้ผี ด้วยความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
1-1 ในช่วงเวลานั้น ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯ คิดชนะได้เลย แล้วก็พวกเขาก็จะต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แต่ จินี ที่รับบอลในเขตโทษจาก เอมเร ชาน ดันคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งนะครับไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันคือการคืน เดเคอา มากยิ่งกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่ชอบใจอีกแบบด้วยเหตุว่าจุดมุ่งหมายเกมนี้คือชนะ ช่วงเวลาที่ คลอปป์ ไม่ชอบใจอีกแบบด้วยเหตุว่าแทกว่ากล่าวกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ที่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดช่องทางของ อิบรา แล้วก็ มิคกี้ ลง เพื่อให้กองหลังรับภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ มีโอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แต่จุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำกลุ่มในเขตโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา แล้วก็ มคิทาร์ยานคลอปป์ จึงไม่ชอบใจกับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขามองว่าดีมากกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกว่ากล่าวกของหงส์แดง ทำเป็นดีมากกว่า ในรูปร่างของการรับแล้วคอยสวน เล่นเพื่อทำลายคุณภาพ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนเอาออกไปจากเกม ซะเป็นส่วนใหญ่
เพียงแต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ หากมุ่งมาดว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงควรจะมีความเนี้ยบในการเล่นมากยิ่งกว่านี้
เอมเร ชาน ….ยังมั่วๆซั่วๆเหมือนเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากับเพื่อนฝูง เฮนโด ให้อภัยเ้พราะหายกลับมา แต่มีส่วนในเกมมาก จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ข้างหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
คือกลุ่มคลอปป์ เบรกและลดคุณภาพนักฟุตบอลผีก้าวหน้าพอประมาณ แต่เมื่อนึกถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดคุณภาพไป ผู้คนจำนวนมากบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่นอน ผมเห็นด้วย หากมี มาเน่ อยู่ คุณภาพเกมรุกจะดีมากกว่านี้ ด้วยด้วยเหตุว่า อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นดินแดนกึ่งกลาง เอมเร ชาน จะเป็นผู้เล่นสำรองแต่ไม่มีประโยชน์ไปนึกถึงนักฟุตบอลที่ไม่ได้ลงในสนาม
กลุ่มคลอปป์ เล่นได้ตามแทกว่ากล่าวกของเขา แต่มันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มเร่าร้อนได้ แม้ มูรินโญ จะเพียรพยายามบอกข้างหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาคงจะลืมหรือละเลยไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบหยุดรถบัสในช่วงหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดคุณภาพของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูว่ากล่าวนโญไม่ว่าใดๆ ทั้งคู่กลุ่มไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดด้วยเหตุว่ากลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แต่ความจริง มันคือเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร ราวกับที่ มูรินโญ บอก หากเรานับจังหวะการส่งบอล บกพร่อง, การเลี้ยงที่ไม่กินตัวกันง่ายๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพฟุตบอล แต่เป็นเกมที่สนุกในความหมายของแดงเดือด ด้วยเหตุว่าบอลไปเร็ว สองกลุ่มสลับกันเสียบอลในดินแดนกึ่งกลางด้วยซ้ำ ไม่ราวกับแดงเดือด สมัย มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเย้ายวนใจในเกมภายหลังแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกลุ่มนำไม่ได้ยังอยู่ที่ 6
 

ถั่วน้อย กลับมา ผีแดง

May 2, 2017 • admin

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างหนัก
ครั้นเมื่อจะพูดว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะกล่าวได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไรก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะฝืดเคืองขึ้นมาทันที
นอกเหนือจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นจำพวกหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่ขณะนี้ดูเหมือนทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูไม่ได้เพราะฉะนั้น & ฉะนี้
ก็เลยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูหน้า คือนักฟุตบอลจำพวกดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาสังวาสกับปีศาจแดงอย่างสนุกสนานสนุกสนานไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง และก็โดยไม่เว้นแม้กระทั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้กระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสูรสยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมทะนงตัวให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำเป็นเพียงแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งต่อๆกันประมาณว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และก็ทุ่งนาทีนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้อย่างมากมาย หากเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักฟุตบอลชาวจังเก๋ผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้โดยประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาที่พูดว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มไปหลายท่านหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูบวงสรวง เมื่อฤดู 2015-16 เอ่ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกเยอะที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยก้นจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่เพื่อนร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" กระหน่ำไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่สำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำคะแนนได้ไม่มีความแตกต่างจากอาวุธลับของปีศาจแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำคะแนนของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำเป็นอีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแต่หากดูให้ดีจะพบว่าในฤดูในที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มปีศาจแดง – คุณพ่อมึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ประการหนึ่งบางทีอาจเนื่องจากว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ช่วงเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดอย่างเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูในที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 9 นัดหมายเท่านั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 6 นัดหมายเท่านั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือแค่ 4 ประตูเท่านั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงแม่งานอีกครั้งเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติตระกูลสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนมึงก็เลยตกลงใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งหมดทั้งปวง 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) หากรู้สึกว่าชีวิตส่วนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็ถือว่าไม่น่าขยะแขยงสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังเก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งหมดทั้งปวง 3 นัดหมาย กระทั่ง…ฟางเส้นในที่สุด เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถุย! กระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกสรร ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคปีศาจแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะแบบนั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปจ้องตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง อย่างกับเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บแดกส์แกก็ตกลงใจปลดปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนมากบางทีอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรือห่วงใยอะไรมากมายก่ายกอง เนื่องจากว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและก็ยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูบวงสรวง "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปแล้วทั้งหมดทั้งปวง 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำคะแนนที่สูงพอเหมาะพอควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & ห่วงใย ขึ้นมาทันที ประมาณว่าน่าเสียดายพลางสรรเสริญที่ปรึกษาปีศาจแดงคนเก่าว่า "มึงขายออกไปได้ไงครับ…ไอ้หอก!" เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบส่วนมากคงจะเหมือนกันนั่นแหละคือ "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็คงจะไม่แพงน่าขยะแขยง แต่คงจะสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ทักษะความสามารถส่วนตัวค่อนข้างจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการกระตุกบอลหนีคู่ปรับหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่ปรับ – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นยำสักเท่าไหร
ข้อดีหรือจุดขายเพียงแค่จุดเดียวคือการทำคะแนนในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่ากับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในจำพวก "จิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"เอาง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาก็คือหากฟอร์มตกเมื่อไร หรือเพื่อนร่วมกลุ่มไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำคะแนนได้มากเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือที่หมดประโยชน์ทันที โดย 12 นัดหมายล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเพียงเท่านั้นโน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม และก็จำต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษอุตสาหะเสนอแต่สถิติที่สวยงาม เช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่พูดว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่มึงยิงไม่ได้ติดต่อกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการรบภไม่แข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยบางทีอาจไม่ได้มีความหมายว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" พึ่งจะ 28 ขวบเพียงเท่านั้นครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าเกิดขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะกับกรรมวิธีเล่นฟุตบอลแบบเน้นการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะกับหนทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ปรับอย่างรวดเร็วและก็น้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

April 17, 2017 • admin

ระยะนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมทั้งนักข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อถิ่นฐานบ้านช่องของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะเหตุว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวแล้วก็กระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยแล้วก็การตีข่าวจากฝรั่งเศส เห็นทีคงจะจะต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันที่ตรงนี้ เพราะอะไร กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก แล้วก็อยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงขณะนี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นเหมาะสมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี แล้วก็ผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาก็เลยได้เพียงแค่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแค่รายการเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูเส้นทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด อย่างงี้ก็โบกมือลาโอกาสคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ แล้วก็เพื่อนๆดันปราชัยคารังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมากมาย โอกาสหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแค่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มในที่สุดเท่านั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่เส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แต่ก็มีเสือราชสีห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแค่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะเหตุว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะแล้วก็การยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากยิ่งกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดหากเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นเสียแต่ชื่อเสียง แล้วก็ศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าแรงงานมหาศาลเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าแรงงานนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าแรงงานสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของกลุ่ม แต่ถ้าเกิดจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน หากนักฟุตบอลรายใดที่อยากได้ได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่โอกาสเดียวเท่านั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าแรงงานที่สูงขึ้นยิ่งกว่า ทั้งที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงแล้วก็เล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกต้นสายปลายเหตุนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง แล้วก็วางใจ ซิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่จากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ที่นาซิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแค่ผมไม่ทราบดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นข้อสมมติฐานที่เลือนลาง เพราะเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้อละเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้คนไม่ใช่น้อยยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ถ้าเกิดลงเอยแล้วมันเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้พวกเราทำให้เห็นมาหลายทีแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้วก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอคอยฟังคำแนะนำ

สุดยอดของเลสเตอร์

April 14, 2017 • admin

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับ อัศจรรย์พอๆกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และก็เสียเพียง 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พรรคพวกสุนัขจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนแทบจะมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกแก เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองป้องกันแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมด 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เพียง 5 นัดเพียงแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เจอความปราชัยถึง 7 นัด และก็เสมอ 2 นัด โดยไม่ชนะคนใดกันเลย
ผลงานถดถอยดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายคน (รวมถึงผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความล่มจมอย่างนี้ ก่อนที่จะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงกระตุ้น หลังพุ่งเข้าชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ย่อมรอบคอบและก็เน้นย้ำเพิ่มมากขึ้นยามเจอกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายคนฟอร์มตกอย่างน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด มาห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้
และก็ฯลฯ อาทิเช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกไทยที่เคยเจออย่างชุมในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แม้กระนั้นในชัย 6 นัดล่าสุด มันระบุชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาพวกนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าหมดแรงกระตุ้นตรงไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่ต่อสู้อย่างเอ็นจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ปรับจะรอบคอบอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด มาห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่ารังเกียจ แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันที่มาไปพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษกล่าวหาว่าขอไปพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างนั้น
จึงเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและก็หลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจำต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนใดกันรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลของ รียาด มาห์เรซ และก็ความรวดเร็วขุนนางรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ข้าก็อยู่นั่น
…ว่าและก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันเพียงแค่นั้น
ยิ่งกว่านั้นจำต้องยกย่องเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับที่ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นผู้ดีอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชคราวแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มผู้ใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เสร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นหมายความว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับ ด้วยเหตุว่าเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงในความล่มจมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุว่านี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และก็ที่นาทีนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะงงงันพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความลี้ลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มโค้ชครับ

กฎอะเวย์โกล…เวิร์คหรือไม่

April 14, 2017 • admin

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกจากจะมีผลให้อ่างถ้วยชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์คิดว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงทีมที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) จำเป็นต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ในตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงหน่อยเดียว โน่นซึ่งก็คือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้ามั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาไหน นี่คือชมรมหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อบกพร่องคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

ด้วยเหตุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อให้พวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกคราวด้วยการ''เสมอ'' แอตเลว่ากล่าวโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักไม่ได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังคิดออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นคนใดก็โกรธ ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำเป็นต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรได้เตะต่อเวลาด้วยเหตุว่าเท่ากัน 1-1 ถ้าเพียงแต่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจำเป็นต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก ด้วยเหตุว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจำเป็นต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมจำพวกนี้

สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี ด้วยเหตุว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน สมัยก่อนจำเป็นต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยโบราณที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันทุกข์ยากลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจำเป็นต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดแข้งภายใต้ข้อจำกัดของเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจากนั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็แล้วแต่ เวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เดี๋ยวนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

ถ้าโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเพราะ พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำเป็นต้องต่อเวลาด้วยเหตุว่าเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับ ด้วยเหตุว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในตอนนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

ด้วยเหตุว่ากฎอะเวย์โกลส่งผลให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วิธีการใดสู้ บางเวลามขอยิงได้สักลูกก็พึงใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นถ้าหากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งเสียเชิงก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนั้นจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่าส่งผลให้นัดสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบมากกว่า หรือบางเวลามันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''ด้วยเหตุว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางเวลาก็ดูเชิงกันบ้าง บางเวลาก็เน้นแท็กติกกันมากไป รวมทั้งบางเวลาร่างกายที่เพิ่งลงไปอาจจะฟิตทั้งสอง แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ฉันรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามทฤษฎีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงโอกาสมหาศาลในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ตอนหนึ่งก็ดูเหมือนจะร้ายกาจเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ ด้วยเหตุว่าพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้ผู้ใดก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

ถ้าด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ที่เรื่องวิวัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน ยกเว้นในด้านทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

ถ้าประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมาด ด้วยเหตุว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ในขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็ไม่ได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนทำให้บินต่อไม่ได้ ในขณะที่ดอกไม้อันสวยชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดีมากกว่าเตะจุดโทษถ้าพินิจพิเคราะห์เชิงศาสตร์ของลูกหนัง ด้วยเหตุว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมความพร้อมของทีม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะไม่เห็นด้วย

ด้วยเหตุว่ามันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ครึ่งทางของมูรินโญ่กับแมนยู

April 14, 2017 • admin

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เพราะประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันเป็นพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แม้กระนั้นควรจะทำเป็นดีกว่านี้ โดยมองจากกลุ่มกำลังพอดีและทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม เราแทบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยงามตามเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่ชัดแจ้งเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย และการแข่งขันชิงชัยไม่ได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความโหฬารอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจดี ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณจำได้ครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ยโสเลย ผมรู้ดีว่าคำพูดผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ตอนนี้" แม้กระนั้นผมมีความคิดว่า ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็จะต้องกล่าวอย่างงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะผมมีความรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจะต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มในตอนนั้นจะเป็นแต่ และเขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในแง่ของ เวลา, ความอยาก และความมุ่งมั่น ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนบรรลุผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มาก แม้กระนั้นผมไม่ได้สุขสบายเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น และทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้ แม้กระนั้นในเวลานี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพากลุ่มชนะและได้แชมป์"
แปลว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่เต็มที่กับการควบคุมกลุ่ม แม้กระนั้นตอนนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งๆที่สถานการณ์และโอกาสการได้แชมป์ของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจะต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกที (คุมปอร์โต้ปี 2004) และครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากในอาชีพของผมและผมเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเล่าเรียนเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่ต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตวาดใส่หูผม" และเขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขารู้สึกชื่นชอบที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีวันลืมเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แม้กระนั้นความทรงจำที่ชัดแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 จากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่ต่อสู้ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราจะต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสาเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจะต้องไปยืนคุมเสา เรามีความรู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในเวลานั้นเจริญ"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ตอนนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามที่นี้ในฐานะกุนซือคู่ต่อสู้ คราวนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภาคภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มาก มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ยินดีมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งช่วงเวลาค่ำคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมเกลียดชังเลยเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรน้อยลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรอโอกาส ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"โอกาสก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะมีนักฟุตบอลเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่มองในเรื่องราวดาวรุ่งของสโมสร คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ต่อสู้ก็ไม่ทราบ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนที่นี่เข้าใจดีถึงวิถีทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจะต้องนั่งข้างสนามบ่อยครั้งเวลาไปเล่นเกมเยือน เขาอุตสาหะอดทนอดกลั้น อุตสาหะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ขณะนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุผลสำเร็จขณะนี้ผมคงขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิดสักหน่อย ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำกลุ่มกลับมาบรรลุผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในเวลาที่ผมต้องการ เพราะผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

March 9, 2017 • admin

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะขายมาร์โค แวร์รัตติออกจากสังกัดไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสังกัดยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

แก้มือเสมอบอร์นมัธ

March 8, 2017 • admin

ดาวเตะกระทิงดุ ปลุกเร้าเพื่อนร่วมทัพผีแดงให้นำความผิดหวังจากเกมที่เสมอกับบอร์นมัธ 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เป็นพลังกลับมาคว้าชัยในศึกยูโรป้าลีก

ฆวน มาต้า มิดฟิลด์ดาวยิงของผีแดง ออกมาปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมให้นำความผิดหวังในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด มาใช้เป็นพลังในเกมบุกไปเยือนรอสตอฟ ศึกยูโรป้าลีกในช่วงกลางสัปดาห์

ผีแดงทำผลงานน่าผิดหวังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาW88หลังทำได้เพียงแค่เปิดบ้านเสมอกับบอร์นมัธ 1-1 ด้วยโอกาสทำประตูถึง 20 ครั้ง และผู้มาเยือนยังมาเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก อีกทั้งยังมีโอกาสคว้าชัยชนะจากลูกจุดโทษของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่เจ้าตัวสังหารไม่เข้าทำให้เกมจบลงที่ผลเสมอ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แฟนบอลและตัวนักเตะ รวมถึงโชเซ มูรินโญ เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ทำให้อดีตดาวเตะสิงโตน้ำเงินได้ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเลือกนำความผิดหวังในเกมดังกล่าว มาเป็นพลังในเกมที่ทีมจะบุกไปเยือนทีมแห่งรัสเซีย ในเกมยูโรป้าลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก วันพฤหัสบดีนี้

“พวกเราต่างผิดหวังเป็นอย่างมาก โชคไม่ดีที่เราเจอเหตุการณ์เดจาวูอีกครั้ง พวกเราเล่นได้ดี สร้างโอกาสได้มากมาย แต่เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่เพียงพอเปลี่ยนเป็นสกอร์ที่ดีขึ้นมาได้” ดาวเตะวัย 28 ปี เขียนลงบล๊อคอย่างเป็นทางการของเจ้าตัว

“อย่างที่ผมเคยบอกมาสิ่งดีๆจะตามมาหลังการพ่ายแพ้นั่นคือเรามีโอกาสแก้มือ ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่งและมันให้โอกาสคุณอยู่เสมอเพื่อปลดปล่อยความเกรี้ยวโกรดเพื่อทำในสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด"

"สำหรับเกมที่เหลือให้เล่นก่อนพักเบรคทีมชาติและแต่ละเกมมันจะเป็นความท้าทายสุดพิเศษ นัดแรกคือการเจอกับรอสตอฟในเกมยูโรป้า ที่เป็นการเดินทางไกล มันจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทีมในทุกๆด้าน ทีมจากรัสเซียเล่นได้อย่างแข็งแกร่งภายในบ้าน ในฤดูกาลนี้พวกเขาเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคและอาแย็กซ์ได้ นั่นมันทำให้คุณรู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหน”

“และ 4 วันต่อมาเราจะเล่นเกมเอฟเอคัพกับสิงโตน้ำเงินที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกหนึ่งเกมสำคัญ การจับคู่มาเจอกันของ 2 ทีมช่างเป็นการแข่งขันที่พิเศษ เราจะต้องเล่นให้ดีมากๆถ้าเราอยากจะกลับไปฉลองแชมป์เอฟเอคัพที่เวมบลีย์อีกครั้ง”