Skip to Content

crumbrosentertainment.com / Posts

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

April 17, 2017 • admin

ระยะนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมทั้งนักข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อถิ่นฐานบ้านช่องของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะเหตุว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวแล้วก็กระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยแล้วก็การตีข่าวจากฝรั่งเศส เห็นทีคงจะจะต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันที่ตรงนี้ เพราะอะไร กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก แล้วก็อยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงขณะนี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นเหมาะสมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี แล้วก็ผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาก็เลยได้เพียงแค่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแค่รายการเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูเส้นทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด อย่างงี้ก็โบกมือลาโอกาสคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ แล้วก็เพื่อนๆดันปราชัยคารังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมากมาย โอกาสหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแค่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มในที่สุดเท่านั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่เส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แต่ก็มีเสือราชสีห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแค่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะเหตุว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะแล้วก็การยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากยิ่งกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดหากเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นเสียแต่ชื่อเสียง แล้วก็ศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าแรงงานมหาศาลเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าแรงงานนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าแรงงานสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของกลุ่ม แต่ถ้าเกิดจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน หากนักฟุตบอลรายใดที่อยากได้ได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่โอกาสเดียวเท่านั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าแรงงานที่สูงขึ้นยิ่งกว่า ทั้งที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงแล้วก็เล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกต้นสายปลายเหตุนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง แล้วก็วางใจ ซิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่จากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ที่นาซิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแค่ผมไม่ทราบดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นข้อสมมติฐานที่เลือนลาง เพราะเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้อละเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้คนไม่ใช่น้อยยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ถ้าเกิดลงเอยแล้วมันเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้พวกเราทำให้เห็นมาหลายทีแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้วก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอคอยฟังคำแนะนำ

สุดยอดของเลสเตอร์

April 14, 2017 • admin

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับ อัศจรรย์พอๆกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และก็เสียเพียง 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พรรคพวกสุนัขจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนแทบจะมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกแก เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองป้องกันแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมด 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เพียง 5 นัดเพียงแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เจอความปราชัยถึง 7 นัด และก็เสมอ 2 นัด โดยไม่ชนะคนใดกันเลย
ผลงานถดถอยดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายคน (รวมถึงผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความล่มจมอย่างนี้ ก่อนที่จะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงกระตุ้น หลังพุ่งเข้าชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ย่อมรอบคอบและก็เน้นย้ำเพิ่มมากขึ้นยามเจอกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายคนฟอร์มตกอย่างน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด มาห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้
และก็ฯลฯ อาทิเช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกไทยที่เคยเจออย่างชุมในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แม้กระนั้นในชัย 6 นัดล่าสุด มันระบุชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาพวกนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าหมดแรงกระตุ้นตรงไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่ต่อสู้อย่างเอ็นจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ปรับจะรอบคอบอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด มาห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่ารังเกียจ แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันที่มาไปพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษกล่าวหาว่าขอไปพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างนั้น
จึงเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและก็หลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจำต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนใดกันรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลของ รียาด มาห์เรซ และก็ความรวดเร็วขุนนางรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ข้าก็อยู่นั่น
…ว่าและก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันเพียงแค่นั้น
ยิ่งกว่านั้นจำต้องยกย่องเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับที่ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นผู้ดีอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชคราวแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มผู้ใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เสร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นหมายความว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับ ด้วยเหตุว่าเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงในความล่มจมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุว่านี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และก็ที่นาทีนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะงงงันพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความลี้ลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มโค้ชครับ

กฎอะเวย์โกล…เวิร์คหรือไม่

April 14, 2017 • admin

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกจากจะมีผลให้อ่างถ้วยชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์คิดว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงทีมที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) จำเป็นต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ในตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงหน่อยเดียว โน่นซึ่งก็คือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้ามั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาไหน นี่คือชมรมหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อบกพร่องคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

ด้วยเหตุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อให้พวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกคราวด้วยการ''เสมอ'' แอตเลว่ากล่าวโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักไม่ได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังคิดออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นคนใดก็โกรธ ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำเป็นต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรได้เตะต่อเวลาด้วยเหตุว่าเท่ากัน 1-1 ถ้าเพียงแต่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจำเป็นต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก ด้วยเหตุว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจำเป็นต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมจำพวกนี้

สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี ด้วยเหตุว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน สมัยก่อนจำเป็นต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยโบราณที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันทุกข์ยากลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจำเป็นต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดแข้งภายใต้ข้อจำกัดของเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจากนั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็แล้วแต่ เวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เดี๋ยวนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

ถ้าโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเพราะ พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำเป็นต้องต่อเวลาด้วยเหตุว่าเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับ ด้วยเหตุว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในตอนนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

ด้วยเหตุว่ากฎอะเวย์โกลส่งผลให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วิธีการใดสู้ บางเวลามขอยิงได้สักลูกก็พึงใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นถ้าหากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งเสียเชิงก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนั้นจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่าส่งผลให้นัดสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบมากกว่า หรือบางเวลามันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''ด้วยเหตุว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางเวลาก็ดูเชิงกันบ้าง บางเวลาก็เน้นแท็กติกกันมากไป รวมทั้งบางเวลาร่างกายที่เพิ่งลงไปอาจจะฟิตทั้งสอง แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ฉันรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามทฤษฎีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงโอกาสมหาศาลในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ตอนหนึ่งก็ดูเหมือนจะร้ายกาจเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ ด้วยเหตุว่าพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้ผู้ใดก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

ถ้าด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ที่เรื่องวิวัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน ยกเว้นในด้านทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

ถ้าประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมาด ด้วยเหตุว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ในขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็ไม่ได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนทำให้บินต่อไม่ได้ ในขณะที่ดอกไม้อันสวยชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดีมากกว่าเตะจุดโทษถ้าพินิจพิเคราะห์เชิงศาสตร์ของลูกหนัง ด้วยเหตุว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมความพร้อมของทีม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะไม่เห็นด้วย

ด้วยเหตุว่ามันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ครึ่งทางของมูรินโญ่กับแมนยู

April 14, 2017 • admin

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เพราะประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันเป็นพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แม้กระนั้นควรจะทำเป็นดีกว่านี้ โดยมองจากกลุ่มกำลังพอดีและทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม เราแทบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยงามตามเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่ชัดแจ้งเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย และการแข่งขันชิงชัยไม่ได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความโหฬารอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจดี ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณจำได้ครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ยโสเลย ผมรู้ดีว่าคำพูดผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ตอนนี้" แม้กระนั้นผมมีความคิดว่า ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็จะต้องกล่าวอย่างงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะผมมีความรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจะต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มในตอนนั้นจะเป็นแต่ และเขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในแง่ของ เวลา, ความอยาก และความมุ่งมั่น ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนบรรลุผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มาก แม้กระนั้นผมไม่ได้สุขสบายเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น และทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้ แม้กระนั้นในเวลานี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพากลุ่มชนะและได้แชมป์"
แปลว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่เต็มที่กับการควบคุมกลุ่ม แม้กระนั้นตอนนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งๆที่สถานการณ์และโอกาสการได้แชมป์ของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจะต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกที (คุมปอร์โต้ปี 2004) และครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากในอาชีพของผมและผมเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเล่าเรียนเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่ต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตวาดใส่หูผม" และเขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขารู้สึกชื่นชอบที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีวันลืมเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แม้กระนั้นความทรงจำที่ชัดแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 จากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่ต่อสู้ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราจะต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสาเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจะต้องไปยืนคุมเสา เรามีความรู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในเวลานั้นเจริญ"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ตอนนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามที่นี้ในฐานะกุนซือคู่ต่อสู้ คราวนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภาคภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มาก มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ยินดีมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งช่วงเวลาค่ำคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมเกลียดชังเลยเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรน้อยลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรอโอกาส ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"โอกาสก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะมีนักฟุตบอลเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่มองในเรื่องราวดาวรุ่งของสโมสร คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ต่อสู้ก็ไม่ทราบ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนที่นี่เข้าใจดีถึงวิถีทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจะต้องนั่งข้างสนามบ่อยครั้งเวลาไปเล่นเกมเยือน เขาอุตสาหะอดทนอดกลั้น อุตสาหะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ขณะนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุผลสำเร็จขณะนี้ผมคงขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิดสักหน่อย ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำกลุ่มกลับมาบรรลุผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในเวลาที่ผมต้องการ เพราะผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

March 9, 2017 • admin

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะขายมาร์โค แวร์รัตติออกจากสังกัดไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสังกัดยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

แก้มือเสมอบอร์นมัธ

March 8, 2017 • admin

ดาวเตะกระทิงดุ ปลุกเร้าเพื่อนร่วมทัพผีแดงให้นำความผิดหวังจากเกมที่เสมอกับบอร์นมัธ 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เป็นพลังกลับมาคว้าชัยในศึกยูโรป้าลีก

ฆวน มาต้า มิดฟิลด์ดาวยิงของผีแดง ออกมาปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมให้นำความผิดหวังในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด มาใช้เป็นพลังในเกมบุกไปเยือนรอสตอฟ ศึกยูโรป้าลีกในช่วงกลางสัปดาห์

ผีแดงทำผลงานน่าผิดหวังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาW88หลังทำได้เพียงแค่เปิดบ้านเสมอกับบอร์นมัธ 1-1 ด้วยโอกาสทำประตูถึง 20 ครั้ง และผู้มาเยือนยังมาเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก อีกทั้งยังมีโอกาสคว้าชัยชนะจากลูกจุดโทษของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่เจ้าตัวสังหารไม่เข้าทำให้เกมจบลงที่ผลเสมอ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แฟนบอลและตัวนักเตะ รวมถึงโชเซ มูรินโญ เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ทำให้อดีตดาวเตะสิงโตน้ำเงินได้ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเลือกนำความผิดหวังในเกมดังกล่าว มาเป็นพลังในเกมที่ทีมจะบุกไปเยือนทีมแห่งรัสเซีย ในเกมยูโรป้าลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก วันพฤหัสบดีนี้

“พวกเราต่างผิดหวังเป็นอย่างมาก โชคไม่ดีที่เราเจอเหตุการณ์เดจาวูอีกครั้ง พวกเราเล่นได้ดี สร้างโอกาสได้มากมาย แต่เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่เพียงพอเปลี่ยนเป็นสกอร์ที่ดีขึ้นมาได้” ดาวเตะวัย 28 ปี เขียนลงบล๊อคอย่างเป็นทางการของเจ้าตัว

“อย่างที่ผมเคยบอกมาสิ่งดีๆจะตามมาหลังการพ่ายแพ้นั่นคือเรามีโอกาสแก้มือ ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่งและมันให้โอกาสคุณอยู่เสมอเพื่อปลดปล่อยความเกรี้ยวโกรดเพื่อทำในสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด"

"สำหรับเกมที่เหลือให้เล่นก่อนพักเบรคทีมชาติและแต่ละเกมมันจะเป็นความท้าทายสุดพิเศษ นัดแรกคือการเจอกับรอสตอฟในเกมยูโรป้า ที่เป็นการเดินทางไกล มันจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทีมในทุกๆด้าน ทีมจากรัสเซียเล่นได้อย่างแข็งแกร่งภายในบ้าน ในฤดูกาลนี้พวกเขาเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคและอาแย็กซ์ได้ นั่นมันทำให้คุณรู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหน”

“และ 4 วันต่อมาเราจะเล่นเกมเอฟเอคัพกับสิงโตน้ำเงินที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกหนึ่งเกมสำคัญ การจับคู่มาเจอกันของ 2 ทีมช่างเป็นการแข่งขันที่พิเศษ เราจะต้องเล่นให้ดีมากๆถ้าเราอยากจะกลับไปฉลองแชมป์เอฟเอคัพที่เวมบลีย์อีกครั้ง”

พาร์เลอร์ แนะปืนใหญ่ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

March 2, 2017 • admin

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์

March 2, 2017 • admin

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับต้นสังกัด ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

เรือใบสีฟ้า ยัน”เชซุส”กระดูกฝ่าเท้าแตก

February 24, 2017 • admin

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของสโมสร ว่า กาเบรียล เชซุส ดาวยิงวัย 19 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตก

กองหน้าชาวบราซิลเลียนย้ายเข้ามาช่วยทัพเรือใบสีฟ้า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ไม่ทำให้สโมสรผิดหวัง โชว์ฟอร์มเก่งด้วยการยิง 3 ประตู จากการลงเล่นตัวจริง 2 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องออกจากสนามตั้งแต่ 15 นาทีแรกจากแมตซ์ที่บุกคว้าชัยบอร์นมัธ 2-0

ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ฉุนผู้ช่วยอุไน เอเมรี ที่ตะโกนสั่งตลอดทั้งเกม

February 15, 2017 • admin

เบน อาร์กฟา หัวหอก ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ไม่สบอารมณ์  ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ผู้ช่วยของ อุไน เอเมรี นายใหญ่  ของทีม ที่ตะโกนสั่งลูกทีมในสนามตลอดเกมเยือนบอร์กโดซ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แข้งวัย 29 ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 71 แต่กลับได้ยิน ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ที่ตะโกนสั่งผู้เล่นอยู่ขอบสนาม ทำให้เขาอารมณ์เสียและเดินมาคุยกับโค้ชรายนี้อย่างตรงไปตรงมา
"คุณตะโกนมากเกินไป ปล่อยให้พวกเราเล่นเถอะ หยุดตะโกนอย่างนั้นได้แล้ว" อาร์กฟา พูดกับโค้ชหลังจบเกม